top of page

    สติไม่หลอน

    Writer: Inspiresoul ThailandInspiresoul Thailand


    ในการใช้ชีวิตประจำวันของเราเหล่ามนุษย์นั้น ทุกๆ อย่างที่เรากระทำเรียกว่ากรรม

    กรรมเกี่ยวข้องกับคำสองคำ นั่นคือ "มีสติ" และ "ไม่มีสติ"

    หากเราใช้ชีวิตอย่างมีสติ ความทุกข์ต่างๆ ของเราก็จะถูกยับยั้ง หรือมีความทุกข์น้อยลง แต่ดูเหมือนว่าในโลกปัจจุบันนี้การไม่มีสติจะเกิดขึ้นได้ง่าย และพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการแพร่สะพัดข่าวสารด้วยสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Youtube และ Facebook กอปรทั้งการปลุกเร้าด้วยวัตถุนิยมเพื่อล่อลวงใจ เช่น ภาพถ่ายของกองเงิน ทองคำ หรือตัวเลขคณิตศาสตร์ที่เขย่ากิเลสความอยากได้ เมื่อทุกอย่างเหล่านั้นถูกส่งเข้ามายังผู้รับข่าวสาร การไม่มีสติจึงเกิดขึ้นได้ง่าย เพียงแค่การคลิกปุ่มหรือกดลิงค์ ก็อาจทำให้สูญเสียทรัพย์ หรือเปิดรับ "มนุษย์บางกลุ่มที่ใช้สติในการล่อลวงผู้อื่น" เข้ามาในชีวิต ส่งผลให้เกิดความทุกข์ต่อไป

    การมีสติ (Conciousness) และการไม่มีสติ (Unconciosness) เป็นสิ่งที่มนุษย์นั้นสัมผัสได้ตลอดเวลา การมีสติ เกิดจากการทำงานของสมองที่สั่งการ เพื่อควบคุมพฤติกรรมบางอย่าง ในทางกลับกันการไม่มีสตินั้นก็คือการขาดการควบคุม ซึ่งมนุษย์จะใช้จิตใต้สำนึกทำงานแทน และจะทำให้มนุษย์เลือกทำพฤติกรรมที่ไม่มีสติหรือเคยชิน และเป็นสิ่งเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หรือตามประสบการณ์ที่เคยทำ เช่น การกินอาหารตามความชอบของตนเอง การเลือกสิ่งของตามสีที่ชอบ หรือการทำกิจกรรมบางอย่างในแต่ละวันอย่างเคยชิน เหตุการณ์ใดบ้างที่เราอาจจะพบในกิจวัตรประจำวันที่แสดงถึงการไม่มีสติ ยกตัวอย่างเช่น คุณมองไม่เห็นสิ่งของที่คุณอยากได้ ทั้งที่มันก็วางอยู่ตรงหน้า ส่วนการใช้สติในกิจวัตรประจำวัน เช่น คุณกำลังคิดว่าจะแปรงฟัน สมองจะสั่งการให้คุณค้นหาแปรงสีฟัน ซึ่งจะเตือนความทรงจำให้หยิบจับแปรงสีฟันจากชั้นวางของที่คุณวางมัน ตรงนี้เราอาจจะพิจารณาภาพของการทำงานเป็นลำดับ

    เซลประสาท -> กระตุ้นสมอง ->เกิดความคิด->สมอง->เรียกคืนความจำ->ทำ

    ในศาสนาพุทธ "เจริญสติ" หมายถึง การสร้าง การระลึกได้ หรือการนึกได้ ไม่เผลอ เมื่อพิจารณาดูแล้วการเจริญสติก็มีความสอดคล้องกับภาพลำดับการทำงานอย่างมีสติที่ต้องใช้สมองเป็นตัวควบคุม สติจึงก่อให้เกิดการตระหนัก (Awareness) ในด้านต่างๆ

    การตระหนักทำให้คุณสามารถรับรู้หรือสัมผัสได้ ถึง กาย อารมณ์ และจิตใจ ของทั้งตนเองและสิ่งรอบตัว ณ ขณะนั้น

    ซึ่งเมื่อคุณตระหนักรู้ ก็จะเกิดการกระทำที่มีสติ ซึ่งขยายภาพการทำงานอย่างมีสติ เมื่อเพิ่มการตระหนักรู้เข้าไป

    เซลประสาท -> กระตุ้นสมอง ->เกิดความคิด->สมอง->เรียกคืนความจำ->ทำ -> ตระหนักรู้ ->สัมผัสได้ (กาย อารมณ์ จิตใจ) -> ภายในและภายนอก

    ในทางวิทยาศาสตร์นั้นการมีสติเกิดขึ้นได้ในสภาวะต่างๆ เช่น สภาวะฝัน สภาวะที่ถูกสะกดจิต สภาวะขณะทำสมาธิ สภาวะหลับ และสภาวะหลอน เมื่อเกิดสติเราก็จะจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ เช่น เมื่อสติเกิดในสภาวะฝัน จะสามารถจดจำความฝันได้เมื่อตื่นขึ้น หรือการมีสติในขณะทำสมาธิจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจเข้าและออก นอกจากนี้แล้วในสภาวะโคม่าหรือใกล้ตาย ก็สามารถมีสติได้ เพียงแค่ผู้ป่วยไม่สามารถขยับร่างกายเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้เท่านั้นเอง


    ในงานวิจัยทางการแพทย์ได้ทำการศึกษาโรคประสาทหลอน (Psychedelic) ซึ่งกลุ่มยาหลอนประสาท (Hallucinogenic drugs)ได้ถูกนำมาศึกษาวิจัย ในทางตะวันตกนั้นมีการใช้ยากลุ่มนี้ในการรักษาโรคทางจิตใจ แต่ก็ยังไม่สามารถหาระดับการควบคุมที่เหมาะสมที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายขาดจากโรคได้ ยาในกลุ่มนี้ช่วยบรรเทาให้ผู้ป่วยลืมความโศรกเศร้าได้ เพราะสมองจะสร้างภาพหลอกราวอยู่ในบรรยากาศของสรวงสวรรค์ เช่น การมองเห็นท้องฟ้าสดใส ดอกไม้ไหวสวยงาม รับรู้ได้ถึงความมีชีวิตชีวา แต่ในขณะเดียวกันยากลุ่มนี้ก็หลอกสมอง ให้สร้างภาพของการเร่งเร้า ทำให้ผู้ป่วยมองเห็นสิ่งที่ลวงตา เกิดความหวาดกลัว หรือถูกรุกเร้าให้ทำสิ่งบางสิ่งที่ขาดสติ เช่น อาจจะได้ยินเสียงบางอย่างในสมองสั่งการให้ทำอะไรบางอย่าง ดังนั้นหากการใช้ยาทำให้ผู้ป่วยหลุดโลกไปอยู่ในสภาวะสติหลุด เราก็จะได้ยินข่าวที่สร้างความสะเทือนจิตใจอย่างที่พบเจอได้อยู่บ่อยๆ เมื่อพบเห็นคนเสพสารบางอย่างในกลุ่มยาหลอนประสาทเกินขนาด ซึ่งผู้เสพก็ไม่เคยวัดขนาดก่อนเสพ และอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแค่ไหนจะพอดีกับตนเอง ทางการแพทย์เองก็คงไม่สามารถหาปริมาณที่เหมาะสมได้ง่ายๆ เพราะสมองของแต่ละคนและการรับรู้ของแต่ละคนที่วัดออกมาในการตอบสนองต่อยานั้น อาจมีความซับซ้อนเกินไปที่จะกำหนดขนาดที่เหมาะสม ดังนั้นกลุ่มยาหลอนประสาทอาจสร้างความรู้สึกดีทางจิตใจได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว


    การรักษาจิตใจให้อยู่ในระดับปกติ ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบันอย่างมีความสุขนั้นคงไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพายาหลอนประสาท หากมนุษย์เรามีสติในทุกๆ ขั้นตอนในการดำรงชีวิต โดยไม่ปล่อยให้ความทุกข์เกาะกินในจิตใจอย่างยาวนาน การเยียวยารักษาจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ การเข้าพบจิตแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาในการบริหารจิตใจ อาจเป็นทางเลือกที่ผ่อนเบาความทุกข์ เพียงแค่เปิดใจ และยอมรับกับสิ่งที่กำลังผิดปกติในใจและไม่ต่อต้าน และพยายามปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นจากการหลับไหลที่เผลอไผลไปกับการใช้ชีวิตอย่างขาดสติ

    การมีสติ มีองค์ประกอบสำคัญสองอย่าง นั่นคือ การตื่นเพื่อรับรู้จิตใจตนเอง และการรับรู้หรือสัมผัสได้ถึงสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏรอบข้าง

    การฝึกการมีสติเพื่อตื่นรู้ จึงเป็นเรื่องที่สามารถบริหารหรือฝึกกันได้ และหากฝึกบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญก็จะยับยั้งความทุกข์ที่อาจถาโถมเข้ามาสู่ตนเองได้


    สภาวะการตื่นรู้ที่พระเจ้าอำนวยให้เกิดขึ้นกับคนบางกลุ่ม เช่น สภาวะการตื่นรู้จากการประสบเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างกะทันหัน อาจมีการสร้างภาพหลอนในสมองของผู้ที่ประสบเหตุ ซึ่งภาพเหล่านั้นกระตุกความรู้สึกการรับรู้ในการเป็นมนุษย์ ทำให้ผู้นั้นมีความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์อย่างสุดซึ้ง


    ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งที่สอนทางด้านจิตวิทยา ได้กล่าวถึงประสบการณ์การตระหนักรู้ของตนเอง ขณะกำลังสัมภาษณ์นักโทษเพื่อค้นหาสภาวะจิตใจ หรือสาเหตุที่นักโทษเหล่านั้นใช้ในการก่อเหตุ ในระหว่างที่สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ได้เพ่งพิจารณาเพื่อตั้งคำถามด้วยหลักการทางจิตวิทยา แต่แล้วก็เกิดภาพหลอนมองเห็นตัวเองในอีกด้านหนึ่ง ที่กำลังสัมภาษณ์คนเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ศาสตราจารย์จึงได้ตระหนักว่า ในทฤษฎีหรือการวิจัยต่างๆ ในทางวิชาการมันอาจมีช่องว่างห่างจากความเป็นจริง เพราะการศึกษาทางวิชาการเหล่านั้น อาจไม่ได้ศึกษาลงลึกถึงจิตใจหรือจิตวิญญาณของกลุ่มตัวอย่าง ดังนั้นผลจากการวิจัย จึงอาจจะไม่ใช่คำตอบแทนความเป็นจริงได้เสมอไป ศาสตราจารย์ท่านนี้ ยังได้ตระหนักว่าการรักษาทางคลีนิกวิทยานั้น อาจไม่ได้ผลเสมอไปหากผู้เข้ารับการรักษาและผู้รักษาไม่สามารถสัมผัสได้ซึ่งจิตวิญญาณของตนเอง


    ดังนั้นโลกมนุษย์ของเราจึงต้องการ

    หมอที่มีจิตวิญญาณ ครูที่มีจิตวิญญาณ เกษตรกรที่มีจิตวิญญาณ แม่ค้าที่มีจิตวิญญาณ และมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ

    ไม่ใช่มนุษย์ที่เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องจักรเพื่อดูดดื่มหรือบริโภควัตถุ หรือมนุษย์ที่สะสมความสุขจากการสัมผัสสิ่งภายนอก แต่พระเจ้าต้องการมนุษย์ที่มีความสุขที่สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของตนเอง ซึ่งหากมนุษย์สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของตนเองแล้ว กรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นกรรมที่มีสติ และไม่ก่อให้เกิดความทุกข์

    ในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ มีการวิเคราะห์ภาพหลอนที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่ตื่นรู้ จึงพบว่าสมองอาจมีการสร้างเซลประสาทที่มีสติ (Neuron conciousness) ขึ้นในสมองของคนกลุ่มนี้ เซลประสาทที่มีสติเกิดขึ้นในสมองและมีการเชื่อมโยงกัน เพื่อลบภาพความทรงจำเก่าๆ ที่สร้างความทุกข์ในจิตใจของคนกลุ่มนี้ออกไป ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้จึงมีการตื่นรู้เหมือนเป็นคนใหม่ เพื่อสะสมสิ่งใหม่ๆ เข้าสู่สมอง แต่คนกลุ่มนี้ก็อาจรู้สึกถึงความไม่มีตัวตน ไม่ทราบว่าตนคือใคร ไม่ทราบว่าตนกำลังทำอะไร ไม่ทราบว่าภาระกิจหรือเป้าหมายในชีวิตคืออะไร ในขณะที่ส่วนลึกของจิตใจยังมีสติที่ครบถ้วนที่พร้อมจะค้นหา และสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อให้สมอง ร่างกาย และจิตวิญญาณได้จดจำ และช่วยเตือนสติเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

    การตื่นรู้จึงเป็นเหตุการณ์ที่พระเจ้าเมตตาให้เกิดกับมนุษย์ผู้ผ่านความทุกข์มาอย่างหนักหน่วง

    เพื่อให้มนุษย์เหล่านั้นได้ตื่นขึ้น เพื่อปรับปรุงตัว และสร้างการจดจำใหม่ๆ ที่หลีกเลี่ยงหรือปราศจากความทุกข์ และไม่จำกัดศักยภาพตนเองด้วยเงื่อนไขของความรู้สึกปลอดภัยหรือความรู้สึกไม่มั่นคง แต่การตื่นรู้จะทำให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามสิ่งที่อาจมองว่าเป็นอุปสรรค และสามารถสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อส่งคืนให้กับโลกและเพื่อนมนุษย์อื่นๆ ซึ่งพระเจ้ามองเห็นว่ามนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้สามารถตื่นรู้และมีสติได้โดยไม่ต้องหลอกหลอนตัวเอง

    คุณไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการสร้างแต่คุณสามารถเป็นผู้สร้างได้

    ซึ่งเมื่อเราไปถึงจุดนั้นด้วยกัน โลกของเราจะเป็นเหมือนสรวงสวรรค์ที่แท้จริง


    InspireSoul


    inspiresoulth@gmail.com


    Copyright @2022 by inspiresoulthailand.com สงวนลิขสิทธิ์ห้ามสำเนาหรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

    Comments


    bottom of page